ประกันรถยนต์ชั้น 2 และ 2+ แตกต่างกันอย่างไร?

16 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ประกันรถยนต์ชั้น 2 และ 2+ แตกต่างกันอย่างไร?

ประกันรถยนต์ชั้น 2 และ 2+ แตกต่างกันอย่างไร?
หลายคนเห็นชื่อ "ชั้น 2" และ "ชั้น 2+" แล้วคิดว่าเป็นแค่ระดับที่ใกล้เคียงกัน ต่างกันเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วทั้งสองชั้นนี้มีความแตกต่างที่สำคัญมาก ถึงขนาดที่ว่าชั้น 2+ ความคุ้มครองรถของเราเองในบางสถานการณ์ ในขณะที่ชั้น 2 ไม่มีเลย

วันนี้เรามาแยกความแตกต่างให้ชัดเจนครับ เพื่อให้คุณเลือกได้ถูกต้องตามความต้องการ


จุดเริ่มต้น ทำไมต้องมีชั้น 2+
ชั้น 2+ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความคุ้มครองมากกว่าชั้น 2 ดั้งเดิม แต่ยังไม่ต้องการจ่ายเบี้ยสูงเท่าชั้น 1

พูดง่ายๆ คือ ชั้น 2+ เป็นชั้นที่เติม "บางอย่าง" เข้าไปจากชั้น 2 เพื่อปิดช่องว่างความคุ้มครองที่หลายคนรู้สึกว่าชั้น 2 ดั้งเดิมยังไม่ตอบโจทย์


ประกันชั้น 2 ดั้งเดิม คุ้มครองอะไร?
ชั้น 2 ดั้งเดิมคุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้นครับ ได้แก่

ความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และในบางบริษัทอาจรวมความคุ้มครองกรณีรถของเราเองถูกไฟไหม้หรือถูกโจรกรรม

สิ่งที่ชั้น 2 ดั้งเดิมไม่คุ้มครองเลยคือ ความเสียหายต่อตัวรถของเราเองจากการชน ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม


ประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไรเพิ่มจากชั้น 2
ชั้น 2+ เพิ่มความคุ้มครองที่สำคัญที่สุดเข้ามาคือ ความเสียหายต่อรถของเราเอง ในกรณีที่ชนกับยานพาหนะอื่นที่สามารถระบุคู่กรณีได้

นี่คือความแตกต่างหลักครับ คำว่า "ระบุคู่กรณีได้" หมายความว่าต้องมีรถอีกคันที่ชนกับเรา และสามารถระบุตัวได้ว่าเป็นใคร มีทะเบียนอะไร


ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองชั้น 2 และ 2+

ความคุ้มครอง ชั้น 2ชั้น 2+
ความเสียหายบุคคลภายนอกมีมี
รถเราเสียหายจากชนคู่กรณีที่ระบุได้ไม่มีมี
รถเราเสียหายจากชนไม่มีคู่กรณีไม่มีไม่มี
ไฟไหม้บางบริษัทมีบางบริษัทมี
โจรกรรมบางบริษัทมีบางบริษัทมี
เบี้ยประกันต่ำกว่าสูงกว่าเล็กน้อย



สถานการณ์ที่ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจน
สถานการณ์ที่ 1 — รถถูกชนจากด้านหลังที่สัญญาณไฟแดง

มีรถอีกคันมาชนท้ายเราขณะจอดติดไฟแดง สามารถระบุคู่กรณีได้ชัดเจนทั้งทะเบียนรถและตัวบุคคล

ถ้าเป็นชั้น 2+ บริษัทจะรับผิดชอบค่าซ่อมรถของเราด้วย ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม

ถ้าเป็นชั้น 2 บริษัทจะรับผิดชอบเฉพาะความเสียหายของคู่กรณีในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด หรือไม่รับผิดชอบค่าซ่อมรถเราเลยในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกและต้องไปเรียกร้องจากคู่กรณีเอง

สถานการณ์ที่ 2 — รถถูกชนแล้วคู่กรณีหลบหนี

มีรถมาชนแล้วขับหนีไป ไม่สามารถระบุทะเบียนหรือตัวบุคคลได้

ในกรณีนี้ ทั้งชั้น 2 และชั้น 2+ จะไม่คุ้มครองความเสียหายของรถเราครับ เพราะเงื่อนไข "ระบุคู่กรณีได้" ไม่เป็นจริง นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าชั้น 2+ คุ้มครองทุกกรณีที่มีการชน

สถานการณ์ที่ 3 — ขับรถเองชนเสาไฟฟ้าโดยไม่มีคู่กรณี

ทั้งชั้น 2 และชั้น 2+ ไม่คุ้มครองความเสียหายของรถเราในกรณีนี้ครับ เพราะไม่มีคู่กรณีเลย ต้องเป็นชั้น 1 เท่านั้นที่คุ้มครองสถานการณ์แบบนี้


เบี้ยประกันต่างกันมากไหม?
โดยทั่วไป เบี้ยประกันชั้น 2+ จะสูงกว่าชั้น 2 ไม่มากครับ ส่วนต่างมักอยู่ที่ประมาณ 1,000 ถึง 3,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับมูลค่ารถและบริษัทประกัน

เมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น คือการได้รับการคุ้มครองรถของเราเองในกรณีชนกับคู่กรณีที่ระบุได้ ส่วนต่างของเบี้ยนี้มักถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีระบุได้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าการชนแบบไม่มีคู่กรณีมาก


ใครเหมาะกับชั้น 2 ดั้งเดิม
รถที่มีมูลค่าต่ำมากจนการซ่อมแซมไม่คุ้มกับการเคลมในหลายกรณี เจ้าของจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคุ้มครองตัวรถมากนัก

ผู้ที่ต้องการเพียงความคุ้มครองตามกฎหมายขั้นต่ำสำหรับความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และมีความสามารถในการรับผิดชอบค่าซ่อมรถตัวเองได้ในทุกกรณี


ใครเหมาะกับชั้น 2+
ผู้ที่มีรถมูลค่าปานกลางถึงสูง และต้องการความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของตัวเองในกรณีอุบัติเหตุที่มีคู่กรณี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุดในการขับรถประจำวัน

ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่มากกว่าชั้น 2 แต่ยังไม่ต้องการจ่ายเบี้ยสูงเท่าชั้น 1


ตัวอย่างเหตุการณ์จริง
คุณสมหญิงและคุณสมศักดิ์เป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่ขับรถรุ่นเดียวกัน อายุรถใกล้เคียงกัน คุณสมหญิงทำประกันชั้น 2+ เบี้ยปีละ 7,500 บาท คุณสมศักดิ์ทำประกันชั้น 2 เบี้ยปีละ 5,500 บาท

วันหนึ่งทั้งคู่ขับรถในเส้นทางเดียวกัน รถของทั้งสองคนถูกรถกระบะที่ขับสวนทางมาเสียหลักมาชนด้านหน้า สามารถระบุทะเบียนและตัวคนขับกระบะได้ชัดเจน

รถของคุณสมหญิงได้รับการซ่อมจากบริษัทประกันของตัวเองทันทีโดยไม่ต้องรอผลการเจรจากับคู่กรณี เพราะชั้น 2+ คุ้มครองรถของเธอเองในกรณีนี้

ส่วนรถของคุณสมศักดิ์ บริษัทประกันชั้น 2 ของเขาไม่ได้ซ่อมรถให้ เขาต้องรอให้บริษัทประกันของฝ่ายกระบะรับผิดชอบค่าซ่อม ซึ่งใช้เวลานานกว่าและมีความยุ่งยากในการเจรจามากกว่า

ส่วนต่างเบี้ย 2,000 บาทต่อปีของคุณสมหญิง ทำให้เธอได้รับความสะดวกและความรวดเร็วในการซ่อมรถมากกว่าอย่างชัดเจนในสถานการณ์นี้


สรุป
ความแตกต่างหลักระหว่างชั้น 2 และชั้น 2+ อยู่ที่ความคุ้มครองรถของเราเองในกรณีชนกับคู่กรณีที่ระบุได้ ซึ่งชั้น 2+ มีแต่ชั้น 2 ไม่มี ทั้งสองชั้นไม่คุ้มครองกรณีชนแบบไม่มีคู่กรณีหรือคู่กรณีหลบหนีเหมือนกัน ส่วนต่างของเบี้ยประกันระหว่างสองชั้นนี้มักไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้เพิ่มขึ้น ชั้น 2+ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับรถของตัวเองโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยสูงเท่าชั้น 1


ปรึกษาเรื่องประกันวินาศภัยได้เลยครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

อยากมีอาชีพที่บริหารเวลาเองได้ รายได้ไม่มีเพดาน สนใจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย เราพร้อมสอน พร้อมสนับสนุน ให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ

คุณพรรณเชษฐ รนที (โค้ช ช.) รองกรรมการฝ่ายบริหาร ระดับ Platinum | ศรีกรุงโบรคเกอร์
รหัสนายหน้า AM00035138
ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ 6304012357
ใบอนุญาตนายหน้าประกันชีวิต เลขที่ 6303006901
โทร 086-890-1888 LINE: @kml3166k
ซื้อประกันออนไลน์: https://share.724.co.th/insure/a/motor/AM00035138 
www.srikrungmgmnetwork.com  | www.ศรีกรุง.com 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้